light

 ลืมรหัสผ่าน
 ลงทะเบียน
ค้นหา

ดู: 500|ตอบกลับ: 0

วิเคาะหุ้น Nvidia ลงทุน 100 ปี กับ หุ้นต่างประเทศ by picatos@thaivi

[คัดลอกลิงก์]




ลงทุน 100 ปี กับ หุ้นต่างประเทศ  by picatos@thaivi









GTC 2017: "I Am AI" Opening in Keynote









ลงทุน 100 ปี กับ หุ้นต่างประเทศ  by picatos@thaivi



เท่าที่ศึกษาดู ผมว่ามันจะกลายเป็นว่ารถยนต์รุ่นใหม่ๆ ใครๆ ก็เป็น Driverless มากกว่าครับ เหมือนกับเป็น Feature ที่มี AirBag, ABS, Cruise Control แล้วมันก็กลายเป็น Self-drive

MobilEye ตอนนี้ Partner ที่จะทำระบบ Self-Drive ให้กับบริษัทรถเต็มไปหมดเลยครับทั้ง BMW, GM, VW ปีนี้ทยอยประกาศ Partnership ออกมาเรื่อยๆ


รอดูกันครับ พอปี 2020 นี่ เราคงจะพอเห็นภาพได้ชัดเจนเลยว่า การขับรถจะเปลี่ยนไปมาก และไม่ได้เป็นแค่ไม่กี่ Brand ที่ขับตัวเองได้ แต่กลายเป็นว่าทุกๆ แบรนด์จะขับตัวมันเองได้

เมื่อวานมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมอาจจะได้เจอกิจการ 100 ปีอีกกิจการหนึ่ง เลยรู้สึกอยากเขียน Update กระทู้สักเล็กน้อย


เหตุการณ์นั้น คือ การที่ AlphaGo เอาชนะ Ke Jie นักเล่นโกะมือ 1 ของโลกขาดลอย ชนิดที่ทำให้ Ke Jie ต้องนั่งเช็ดน้ำตาร้องไห้อยู่หน้ากระดานหมาก เพราะ เล่นยังไงก็รู้สึกว่าตัวเองห่างไกลจากฝีมือของ AlphaGo มากๆ ผมนั่งดู Ke Jie เล่นก็รู้สึกเหมือนกับว่า เด็กเล่นกับผู้ใหญ่อย่างไรก็ไม่รู้ ทั้งนั้นที่เด็กคนนั้นคือ มือหนึ่งของโลก ที่ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะแห่งยุคสมัยแล้วเชียว

ประเด็นที่น่าสนใจคงไม่ใช่เรื่องที่ AI สามารถเอาชนะมนุษย์ได้ เพราะ เมื่อปีที่แล้ว Alpha Go สามารถเอาชนะ Lee Sedol อดีตมือหนึ่งของโลกได้ไปแล้ว แต่ที่น่าสนใจคือ ในเวลา 1 ปี AlphaGo Version ใหม่นั้นเก่งกว่า Version เก่ามาก ถึงขนาดว่ากับจับเอา 2 Version มาเล่นแข่งกัน ถ้าจะเล่นให้พอสู้กันได้ ต้องให้ Version ใหม่ต่อหมากให้ Version เก่า 3 เม็ด เท่านั้นยังไม่พอ Version ใหม่นี้ใช้ประสิทธิภาพของเครื่องน้อยลง 10 เท่า แถมใช้ข้อมูลจากมนุษย์ในการฝึกฝีมือน้อยลง



---------------------


ย้อนเหตุการณ์กลับไปช่วงประมาณเดือนมีนาคมที่ผ่านมา MobilEye ที่ผมได้ลงทุนเอาไว้ โดน Intel ประกาศ Take Over ไป ทำให้ผมงานเข้า จำเป็นต้องหาหุ้นใหม่เพื่อเอามาแทน MobilEye และผลของการหาหุ้นใหม่ทำให้ผมได้มีโอกาสเจอหุ้นระดับสุดยอดที่อาจจะเป็นหุ้น 100 ปีได้อีกตัวหนึ่ง


คือช่วงเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ตอนที่ผมตัดสินใจลงทุนใน MobilEye ด้วยเหตุผลว่าอยากลงทุนใน Self-drive car ผมได้อ่าน Paper เกี่ยวกับ Autonomous Vehicle อยู่หลายอัน หนึ่งในนั้นนักวิเคราะห์ได้เขียนถึง NVDA เอาไว้ด้วย ซึ่งนี่เป็นหุ้นที่นักวิเคราะห์เชียร์ซื้ออยู่ด้วย แต่ในตอนนั้นผมคิดว่าการวิเคราะห์ NVDA ดูแล้วจะยากกว่าการวิเคราะห์ MobilEye เพราะ มันไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจหลายอย่างมาก ทั้งเกมส์ กราฟฟิก HPC ตลาด Server ตลาด AI และ Self-Drive Car ด้วยความขี้เกียจที่จะเข้าไปศึกษา เลยตัดสินใจตัดช่องน้อยแต่พอตัว เลือกที่จะ Focus อยู่แต่กับ Self-Drive Car เลยเลือกที่จะลงทุนใน MobilEye โดยไม่ได้เข้าไปศึกษา NVDA ให้ละเอียดๆ


จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่ MobilEye โดน Take Over ขึ้น NVDA จึงเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ถูกนำมาศึกษาต่อ เพราะ การศึกษาแบบต่อยอดจากมุมมองเดิมมันง่ายกว่าการที่ต้องไปเริ่มอะไรใหม่หมด และนั่นก็ถือว่าเป็นความโชคดีสุดๆ ที่ผมได้มีเจอโอกาสในการลงทุนครั้งสำคัญอีกครั้งในชีวิต ซึ่งน่าจะช่วยให้ผมไม่ต้องลำบากหาหุ้นไปอีกนาน


--------------------------------------



ถ้าเพื่อนๆ ได้มีโอกาสศึกษาแนวคิดของนักเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน นักคิดหลายๆ คนมองว่า ณ จุดนี้ในปัจจุบันกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก บางคนเรียกว่า 4th Industrial Revolution บางคนเรียกว่า 2nd Machine age บ้าง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดจากการปฏิวัติของ AI (Artificial Intelligence)


ถ้าจะคุยเรื่องนี้ คงจะอธิบายกันยาว ผมว่าถ้าเพื่อนๆ คิดจะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ คงจะมีหนังสือให้อ่านกันอีกเยอะ และมีนักคิด นักพูด นักอ่าน ทำเอาไว้แล้วเยอะแยะมากมาย ป่วยการและเปลืองแรงมากๆ สำหรับคนขี้เกียจๆ อย่างผมจะมาเขียนซ้ำ


เอาเป็นไว้ ณ จุดนี้กำลังจะเกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของโลก (Inflection Point) ที่มันจะเปลี่ยนอย่างเร็วมากๆ เพราะ ความบรรจบกันของความพร้อมในเรื่องของ
1) วิธีการสร้าง AI ที่เรียกว่า Deep Learning ซึ่งเป็นวิธีการที่โยนข้อมูลใส่เข้าไปให้กับ AI แล้วให้ AI เรียนรู้ด้วยตัวเอง
2) ความพร้อมของข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลจากการเกิดขึ้นของ Smartphone และ IoT ที่จะเป็นข้อมูลในการสร้าง AI
3) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของ GPU ซึ่งเป็น Chip ในการทำ Deep Learning ที่เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก โดยที่ GPU ล่าสุดในปีนี้ได้เร็วกว่าเมื่อ 2 ปีที่แล้วถึง 15 เท่าตัว
4) Cloud Service ที่ทำให้ปัจจุบันใครอยากจะสร้าง AI ก็สามารถหาเช่าระบบมา Train AI ได้ในราคาถูกๆ หรือจะใช้บริการ AI พื้นฐานบางตัวในงานของเราก็มาให้เลือกใช้ง่ายๆ ในราคาย่อมเยาว์


บางคนอาจจะคิดว่า AI จะช่วยทำอะไรล้ำๆ เหนือจินตนาการ อย่างการค้นหายาวิเศษที่สามารถรักษาโรคได้ทุกโรค ยืดอายุมนุษย์ หรือทำให้รถบินได้โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ผมกลับคิดประโยชน์ที่แท้จริงที่จะมีผลกระทบกับโลกมากๆ คือ การลดความสิ้นเปลืองที่สูญเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์จากการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ


โลกในทุกวันนี้เกิดความเสียเปล่าจากการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพอยู่มากมายมหาศาล เอาง่ายๆ อย่างสัญญาณไฟจราจรที่เราต้องเจออยู่ทุกวันนี้ ที่ควบคุมด้วยตำรวจจราจรไทยอันแสนชาญฉลาด สมมติว่าถ้ามี AI สักตัวหนึ่งที่เอาข้อมูลของกล้องวงจรปิดมาประมวลผลอย่างเหนือชั้น แล้วปรับสัญญาณไฟให้เหมาะสมกับสภาพการจราจร เราจะประหยัดเวลาการเดินทางได้ขนาดไหน


ตำรวจไทยจะฉลาดกว่า AI หรือ AI จะฉลาดกว่าตำรวจ... คำถามอันนี้คงจะตอบได้ยาก เพราะ ตำรวจไทยก็อาจจะมั่นใจในฝีมือการเปิด-ปิดสัญญาณไฟจราจรของตัวเองมาก จนไม่เปิดโอกาสให้ประลองฝีมือกับ AI ได้ทดสอบกัน


แต่ที่ Google วิศวกรอันชาญฉลาดยอมให้มีการทดลองนี้เกิดขึ้น...


เค้าว่ากันว่าที่ Google มีวิศวกรที่เก่งๆ มารวมตัวกันอยู่เยอะที่สุดในโลก และงานในส่วน Data Center ซึ่งเป็นสถานที่ๆ ใช้เก็บ Server ที่จะให้บริการลูกค้า ก็ถูกวิศวกรเหล่านี้ออกแบบและควบคุม เพื่อที่จะรีดประสิทธิภาพออกมาให้มากที่สุด โดยใช้พลังงานให้น้อยที่สุด


การทดลองเกิดขึ้น โดยวิศวกรเหล่านี้ลองปล่อยมือให้ทีมงานของ Deepmind เอาระบบ AI เข้ามาบริหารจัดการดู วิศวกรของ Google ตอนแรกก็คิดว่าเราทำเต็มที่แล้ว Deepmind คงจะทำอะไรไม่ได้มาก แต่หลังจากที่เอา AI เข้ามาจัดการ ผลปรากฎว่า Data Center ใช้พลังงานไฟฟ้าลดลงไปได้ถึง 40%


ผลที่เกิดขึ้นช็อคความคาดหมายของทีมงาน Google เป็นอย่างยิ่ง ส่งผลให้ Google กำหนดนโยบายให้ Data Center ของ Google ต่อจากนี้จะสามารถปรับ Parameter ต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ AI ควบคุมจัดการ Data Center ได้มากยิ่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้การรีดประสิทธิภาพให้สูงขึ้นไปอีก


จะเกิดอะไรขึ้น หากเราเอา AI มาควบคุมไฟจราจรแทนตำรวจจราจร


จะเกิดอะไรขึ้น หากรถทุกๆ คัน ขับเคลื่อนด้วยตัวมันเองได้ โดยไม่ถูกข้อจำกัดทางร่างกาย หรือสิ่งรบกวนต่างจากโทรศัพท์มือถือของคนขับมาทำให้ประสิทธิภาพในการขับรถลง




"ความไร้ประสิทธิภาพ" จากการบริหารจัดการโดยมนุษย์ ก่อนให้เกิดต้นทุนที่สูญเปล่าจำนวนมากมายมหาศาลในระบบเศรษฐกิจ และนี่แหละ คือ สิ่งที่ AI จะเข้าช่วยองค์กรทุกๆ องค์กรได้ ถึงแม้ว่าองค์กรนั้นๆ จะไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเลยก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนในการสั่งซื้อของมากเกินความจำเป็น การบริหาร Supply Chain ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น การใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง อย่างการเปิดแอร์ทิ้งเอาไว้ทั้งๆ ที่ไม่มีคนอยู่ เงินที่สูญเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์จะกลับมาอยู่ในกำไรบรรทัดสุดท้ายที่สูงขึ้น


และนั่นเองเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมมองว่า AI อาจจะเข้ามาในองค์กรต่างๆ จะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่หลายๆ คิดกัน และเมื่อเวลาผ่านไปทุกๆ 1 ปี เราก็จะยิ่งใช้ประสิทธิภาพเครื่องน้อยลง ใช้ข้อมูลน้อยลงฃ ใช้เวลาน้อยลง ในราคาที่ถูกลง แต่ได้ผลลัพธ์ที่สูงขึ้น ในการทำ AI และเมื่อต้นทุนของ AI มันถูกลงถึงจุดหนึ่ง ทุกๆ องค์กรก็จะใช้ AI เหมือนกับที่ทุกๆ บริษัททุกวันนี้มีคอมพิวเตอร์ เหมือนกับที่เราทุกคนทุกวันนี้ใช้ Smartphone


แถมอัตราความเร็ว ความเร่งที่ผมเห็นในขณะนี้ เป็นอัตราเร็วที่เร็วกว่าอดีตมากมาย ในอดีตเวลาเราพูดถึงประสิทธิภาพที่สูงขึ้นของคอมพิวเตอร์ เรามักจะอ้างอิงถึง Moore Law ที่พูดว่า CPU จะเร็วขึ้น 2 เท่าในทุก 18 เดือน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้อัตราเร็วอยู่ที่ 5-10 เท่าในทุก 1 ปี นั่นหมายถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้ เป็นกำลังจะเกิดในความเร็วที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมนุษย์


สรุปอีกครั้งในเห็นภาพ ณ ปัจจุบัน
- เรามีข้อมูลเพิ่มขึ้นมากๆ จาก Smartphone และ IoT
- แต่เราใช้ข้อมูลน้อยลงในการทำ AI
- เรามี GPU ที่เร็วขึ้นมากๆ อย่าง Nvidia Volta เร็วกว่า Pascal 5 เท่า และเร็วกว่า Maxwell 15 เท่า
- แต่เราใช้ประสิทธิภาพลดลง 10 เท่าในการทำให้ AlphaGo ในปีนี้เก่งกว่าปีที่แล้ว
- เรามี AI พื้นฐานที่ถูก Train เอาไว้แล้วให้ใช้บริการใน Cloud อย่าง AI ในการวิเคราะห์ เสียง การแปลภาษา ภาพ วีดีโอ สีหน้า และพฤติกรรมของคน ให้สามารถเรียก API มาใช้ได้ง่ายๆ ในราคาย่อมเยาว์
- เรากำลังจะมี AI ที่ช่วยเหลือธุรกิจต่างๆ ที่ถูก Train ทักษะพื้นฐานเอาไว้แล้ว ในการขับรถด้วยตัวเอง ขับเครื่องบินอัตโนมัติ วิเคราะห์สินเชื่อ วิเคราะห์ลูกค้า ช่วยเหลือทางบัญชี หาหุ้น หาการลงทุน เขียนข่าว ตลอดจน AI ในการวิเคราะห์โรคต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น


และในบรรดากิจการที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งหมด มีกิจการหนึ่งที่โดดเด่นเหนือกว่ากิจการอื่นๆ อยู่กิจการหนึ่งในความรู้สึกของผม กิจการนั้นคือ Nvidia ครับ


Nvidia ในความทรงจำของผมในอดีต คือ บริษัทที่ทำการ์ดจอ 3 มิติ สำหรับเล่นเกมส์ แต่ในปัจจุบันผลพลอยได้จากผลิตภัณฑ์ของ Nvidia ในอดีตถูกนำมาใช้ในเรื่องของ AI อย่างเป็นเรื่องเป็นราว และถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่สำคัญในการทำ AI ประเภท Deep Learning


สำหรับ Technical Detail ของ Nvidia นี้ผมคงจะไม่ลงในรายละเอียด แต่โดยสรุปคือ


- ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน Nvidia ทำ ชิป GPU ที่ผ่านการต่อสู้กับคู่แข่ง จนมีชัยชนะที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ครองตลาด GPU ได้สำเร็จ ซึ่งฐานผู้ใช้ที่ยกให้ Nvidia เป็นเบอร์หนึ่งทำให้ถ้าพูดถึงเรื่อง GPU แล้ว Nvidia มีสถานะเหมือน Intel ในตลาด CPU เหมือน ARM สำหรับชิปมือถือ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มี Barrier to Entry สูง


- โชคดีมากๆ ที่ GPU ของ Nvidia เป็นหัวใจสำคัญในการ Train AI ประเภท Deep Neutral Network ซึ่งยังไม่มีชิปตัวไหน และถึงจะมีก็น่าจะตาม Technology ของ Nvidia ได้ยากแล้ว เพราะ เริ่มทำมาก่อนถึง 20 ปี และถึงจะตามทัน Platform ของ Nvidia ก็ถือเป็น Standard ของตลาดไปแล้ว มี Network Effect พอสมควรแล้ว


- Nvidia ได้ Transform ตัวเองจากบริษัทผลิต GPU กลายมาเป็น Software Company ที่สนับสนุนการทำ AI โดยร่วมมือกับบริษัทชั้นนำต่างๆ ทั่วโลกในการพัฒนา AI


- AI ได้เปลี่ยนวิธีการเขียนโปรแกรมจาการที่นักพัฒนาต้องนั่งเขียนโปรแกรม เราเอาข้อมูลโยนเข้าใส่ในโมเดล แล้วให้ AI หาความสัมพันธ์ เขียนโปรแกรมให้เราอัตโนมัติ กำลังจะเปลี่ยนวิธีการพัฒนา Software จากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้การสร้าง AI เป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก


- เพราะ มันง่าย มันกำลังจะถูกลง และประโยชน์มีมากมายมหาศาล แถมพัฒนาการที่เกิดขึ้นมันเร็วจนอาจจะทำให้เราตามไม่ทัน คนจึงแห่กันขึ้นขบวนรถคันนี้อย่างเร่งรีบ


- ฐานข้อมูล องค์ความรู้ของ Nvidia ที่ชิงเข้าสู่ตลาดก่อน และมี Connection การพัฒนาร่วมกันกับบริษัทชั้นนำจำนวนมากมาย ทำให้เกิดความเป็นไปได้อันมากมายมหาศาลจากการรีบวิ่งขึ้นรถ เพราะ กลัวตกขบวน เพราะ กลัวธุรกิจตัวเองจะถูก Disrupt อย่างรวดเร็ว


-------------------------------------------------------


ภาพในระยะสั้นตอนนี้ CEO ของ Nvidia บอกว่า เรากำลังอยู่ในช่วงต้นเกมส์ของกีฬา คนดูกำลังซื้อน้ำ ซื้อขนม นักกีฬากำลังเริ่มๆ แข่งกันอยู่ แต่พอเริ่มแข่งกันไปสักพัก ผลของ Exponential Growth จะทำให้ Speed ของการแข่งเมื่อเริ่มไปสักพัก เหมือนจะแข่งกันด้วยความเร็วแสง


--------------------------------------------------------


ทำไม ผมถึงคิดว่า Nvidia มีโอกาสที่จะเป็นกิจการ 100 ปี?


ถ้า Nvidia ทำ GPU อย่างเดียว ผมคงจะไม่คิดว่า Nvidia เป็นได้


แต่เมื่อ Nvidia Transform ตัวเองเป็น AI Company ที่ Mission ของกิจการ คือ การ Support ลูกค้า กิจการต่างๆ ในอุตสาหกรรมต่างๆ ในการทำ AI ผมเชื่อว่าในอนาคตวันหนึ่ง Robot และ AI จะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ หรือช่วยเหลือมนุษย์ในการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ มากถึงจุดหนึ่งที่มนุษย์เลือกที่จะยกงานส่วนใหญ่ให้หุ่นยนต์ทำแทน


ภาพในระยะยาวผมเชื่อในสังคม Utopia สังคมที่มนุษย์กิน อยู่ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ทำงานเพราะอยากทำ มีความสุขในการทำ ไม่ได้ทำเพราะจำเป็นต้องทำเพื่อหาเลี้ยงชีพ ถ้าไม่มีความสุขในการทำงาน ก็ไม่ต้อทำ และหุ่นยนต์มาทำงานแทนให้ โดยจะมีรัฐบาลหรือองค์กรที่ให้เงินเอาไว้ใช้จ่าย แม้จะไม่ได้ทำงาน


และถ้าภาพในระยะยาวของมนุษยชาติเป็นอย่างนั้นจริงๆ คนที่อยู่เบื้องหลัง AI และ Robot ที่สำคัญ น่าจะเป็นองค์กรที่มีอยู่ยืนยาวได้เป็น 100 ปี


และในบรรดาองค์ที่มี Mission ของ องค์กรที่เน้นไปด้าน AI ที่โดดเด่นในตำแหน่งการแข่งขัน ผลิตภัณฑ์ และบริการ ตอนนี้ผมเห็นอยู่ 2 องค์กรครับ นั่นคือ Google และ Nvidia


ผมเชื่อครับว่า 2 บริษัทนี้น่าจะเป็นการลงทุนระดับ 100 ปี ได้


TPU version 2 โดยสถาปัตยกรรมแล้วเป็นแบบ asic ซึ่งใน 1 แผงจะมี ชิปอยู่ 4 ตัว ดังนั้น 180 tflops ของ Google จริงๆ แล้วเท่ากับ 45 tflops เทียบกับ volta ของ Nvidia ที่ 120 tflops แล้วยังถือว่าตามหลังอยู่เยอะ


อย่าง spec ใช้งานจริงของ volta เค้าจะเอา gpu 8 ตัวมาต่อกับ cpu ทำงานเป็น 1 unit


แม้ว่า tpu ของ Google จะช้ากว่า แต่ประโยชน์จากการใช้สถาปัตยกรรมแบบ asic จะอยู่ที่งาน inference เนื่องจากสถาปัตยกรรมประเภทนี้กินไฟน้อยกว่า


แต่สุดท้ายเทคโนโลยีอะไรก็แล้วแต่ ลูกค้าตัดสินใจใช้หรือไม่ จะอยู่ที่ราคา กับ availability ในเรื่องราคาก็ไม่รู้เหมือนกันว่า Google จะทำราคามาโหดไหน แต่ที่แน่ๆ คือ availability ของ tpu จะมีแค่บน Google cloud platform ซึ่งทาง Google ต้องการ differentiate ตัวเองจาก csp เจ้าอื่นๆ โดยเน้นไปที่ ai


ซึ่งผมมองว่าการที่ Google ทำแบบนี้ ยิ่งทำให้ csp รายอื่นๆ อย่าง amazon, Microsoft, Alibaba, tencent ยิ่งจำเป็นต้องพึ่งพา nvda มากยิ่งขึ้น และยิ่งทำให้ระยะสั้น nvda ยิ่งได้ประโยชน์ขึ้นไปอีก


ถ้าพี่เชาว์พี่เวลา ผมอยากให้พี่ลองฟัง investor day รอบล่าสุดของ nvda ดูครับ โดยเฉพาะช่วงต้น กับช่วง q&a ผมว่าเราจะเห็นทิศทางของบริษัท พัฒนาการในอนาคตของตลาด ตลอดถึงการแข่งขันที่ชัดมากเลยครับ


ceo เป็นคนที่ทุ่มสุดตัวมาก strategy เป็นแบบ all or nothing ซึ่งผมเชื่อจะครับว่าเค้ามาถูกทาง


ส่วน Google จะ disrupt nvda หรือไม่นี่ ผมคิดว่าไม่น่าทำได้ คล้ายๆ กับ Google ไม่สามารถไป disrupt cpu ของ Intel ได้


แต่เนื่องจาก การทำ ai มันจะแบ่ง ตลาดชิปเป็น 2 ส่วน คือ training กับ inference และ nvda เลือกที่จะทิ้งตลาด inference ไปให้คนอื่นทำกันเอาเอง เลย open-source ส่วน inference ของตัวเองซะ


และ tpu ก็เป็นผลผลิตจากการที่ยังไม่มีชิป inference ดีๆ Google เลยต้องเลือกที่จะทำเอง


สุดท้ายแล้วตลาด training ถ้า technology ของ nvda ยังคงล้ำหน้าคนอื่นไปเรื่อยๆ ecosystem ที่ nvda ได้สร้างขึ้นในช่วงนี้ น่าจะทำให้ nvda เป็นผู้ชนะในระยะยาวได้ครับ ผมเชื่อแบบนั้น






ร้านอาหาร มหาสารคาม   ร้านอาหารมหาสารคาม  มหาสารคาม ขอนแก่น อุดร หนองคาย ร้านอาหารมหาสารคา.com สินค้าขายดี ขายถูก แนะนำ 9tum แบตเตอรี่รถยนต์ขอนแก่นถูกที่สุด ร้านอาหารขอนแก่นกิโลเมตรที่ศูนย์ หมูยอครัวเวียดนามของฝากขอนแก่น
thaiqrcode ดูหนังออนไลน์

|9tum.com

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้