123-2341-74

แนะนำ เทคนิคลดค่าครองชีพ
ทุกครั้ง ที่ ซื้อ ของจาก marketplace อย่าลืม กดรับคูปอง และเช็คโปรโมชั่น บัตรเครดิต ก่อน กดจ่ายเงินทุกครั้ง

กดรับ คูปอง
ก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง อยากลืม

เทคนิคลดค่าครองชีพ
ทุกครั้ง ที่ ซื้อ ของจาก marketplace อย่าลืม กดรับคูปอง และเช็คโปรโมชั่น บัตรเครดิต ก่อน กดจ่ายเงินทุกครั้ง

กดรับ คูปอง
ขั้นตอนการล้างแอร์ตามมาตรฐาน (รวมทั้งล้างคอยล์ เย็น, เป่าฝุ่น, ตรวจน้ำยา) และระยะเวลาในการทำงาน

ขั้นตอนการล้างแอร์ตามมาตรฐาน (รวมทั้งล้างคอยล์ เย็น, เป่าฝุ่น, ตรวจน้ำยา) และระยะเวลาในการทำงาน

ขั้นตอนการล้างแอร์ตามมาตรฐาน (รวมทั้งล้างคอยล์ เย็น, เป่าฝุ่น, ตรวจน้ำยา) และระยะเวลาในการทำงาน

การล้างแอร์ไม่ใช่เพียงแค่การฉีดน้ำทำความสะอาดแผ่นกรองเท่านั้น แต่ ขั้นตอนการล้างแอร์ตามมาตรฐาน ที่แท้จริงต้องครอบคลุมทั้งการดูแลคอยล์เย็น คอยล์ร้อน การเป่าฝุ่นในท่อน้ำทิ้ง และการตรวจเช็คระดับน้ำยาแอร์ เพื่อให้เครื่องปรับอากาศทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดค่าไฟ และยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกทุกขั้นตอนที่ช่างมืออาชีพเลือกใช้

ความสำคัญของขั้นตอนการล้างแอร์ตามมาตรฐาน

หลายคนมักสงสัยว่าทำไมต้องจ้างช่างผู้เชี่ยวชาญมาล้างแอร์ ทั้งที่สามารถถอดฟิลเตอร์มาล้างเองได้ คำตอบคือฝุ่นละอองและคราบเมือกไม่ได้ติดอยู่แค่ที่แผ่นกรอง แต่จะฝังลึกอยู่ในแผงคอยล์เย็น (Evaporator Coil) ซึ่งหากปล่อยไว้นานจะทำให้แอร์เย็นช้าลง มีกลิ่นอับ และอาจเกิดน้ำหยดได้ การทำตามขั้นตอนมาตรฐานจึงเป็นหัวใจสำคัญของการบำรุงรักษา

7 ขั้นตอนการล้างแอร์ตามมาตรฐานโดยช่างมืออาชีพ

เพื่อให้คุณมั่นใจว่าแอร์ของคุณจะสะอาดหมดจด นี่คือขั้นตอนที่ช่างแอร์มาตรฐานควรปฏิบัติ:

1. การตรวจเช็คก่อนเริ่มงาน (Pre-Check)

ช่างจะเริ่มจากการเปิดเครื่องเพื่อทดสอบการทำงาน ตรวจสอบเสียงที่ผิดปกติ และวัดอุณหภูมิหน้าเครื่องว่าทำงานปกติหรือไม่ หากพบปัญหาช่างจะแจ้งเจ้าของบ้านก่อนดำเนินการล้าง

2. การเตรียมพื้นที่และป้องกันความเสียหาย

ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ช่างจะใช้ผ้าใบหรือพลาสติกคลุมเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบริเวณใกล้เคียง พร้อมติดตั้งถุงล้างแอร์ใต้ตัวเครื่องเพื่อรองรับน้ำจากการฉีดล้าง ไม่ให้เลอะเทอะพื้นบ้าน

3. การล้างคอยล์เย็น (Indoor Unit)

ช่างจะถอดหน้ากากและฟิลเตอร์ออกมาล้างภายนอก จากนั้นใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดล้างแผงคอยล์เย็นเพื่อกำจัดคราบฝุ่นและเมือกสะสม รวมถึงการล้างกระรอกแอร์ (Blower Wheel) ให้สะอาดใส

4. การเป่าฝุ่นและล้างท่อน้ำทิ้ง

การใช้เครื่องเป่าลม (Blower) หรือเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงไล่สิ่งอุดตันในท่อน้ำทิ้งเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันปัญหาแอร์น้ำหยดในอนาคต

5. การล้างคอยล์ร้อน (Outdoor Unit)

ช่างจะไปทำการฉีดล้างแผงระบายความร้อนที่ตัวเครื่องภายนอกบ้าน เพื่อให้การระบายความร้อนทำได้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความเย็นภายในห้องและความประหยัดไฟ

6. การตรวจเช็คระบบไฟฟ้าและตรวจน้ำยาแอร์

หลังจากล้างเสร็จ ช่างจะทำการตรวจเช็คจุดเชื่อมต่อสายไฟ และใช้เกจวัดน้ำยา (Manifold Gauge) ตรวจสอบแรงดันน้ำยาแอร์ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ หากน้ำยาขาดช่างจะแจ้งเพื่อขอเติมน้ำยา (อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามข้อตกลง)

7. การทดสอบการทำงานหลังล้างเสร็จ

ประกอบชิ้นส่วนกลับเข้าที่ เช็ดทำความสะอาดตัวเครื่อง และเปิดเครื่องทดสอบอุณหภูมิอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่าแอร์ทำงานได้เย็นฉ่ำและไม่มีเสียงดังผิดปกติ

ระยะเวลาในการทำงานล้างแอร์

โดยปกติแล้ว ระยะเวลาในการทำงาน สำหรับการล้างแอร์ 1 เครื่อง จะใช้เวลาประมาณ 45 – 60 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพความสกปรกของแอร์ ตำแหน่งการติดตั้ง (ถ้าติดตั้งในจุดที่เข้าถึงยากอาจใช้เวลานานขึ้น) และประเภทของแอร์ เช่น แอร์ติดผนังมักจะเร็วกว่าแอร์แขวนหรือแอร์ฝังฝ้า

ประเภทเครื่องปรับอากาศ ระยะเวลาโดยประมาณ (นาที)
แอร์ติดผนัง (Wall Type) 45 – 60
แอร์แขวน (Floor/Ceiling) 60 – 90
แอร์สี่ทิศทาง (Cassette Type) 90 – 120

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

รวบรวมคำถามที่ผู้ใช้บริการมักสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการล้างแอร์ตามมาตรฐาน

ควรล้างแอร์บ่อยแค่ไหน?

แนะนำให้ล้างแอร์ตามมาตรฐานทุกๆ 6 เดือน แต่หากอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีฝุ่นมาก เช่น ติดถนนใหญ่ หรือมีการเปิดใช้งานเกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน ควรล้างทุกๆ 3-4 เดือน

การล้างแอร์จำเป็นต้องเติมน้ำยาทุกครั้งหรือไม่?

ไม่จำเป็น หากระบบแอร์สมบูรณ์และไม่มีจุดรั่วซึม น้ำยาแอร์จะทำงานในระบบปิดและไม่ระเหยหายไปเอง ช่างจะทำการตรวจเช็คความดันน้ำยาเพื่อยืนยันว่ายังอยู่ในระดับปกติ

ทำไมล้างแอร์เสร็จแล้วยังมีน้ำหยด?

อาจเกิดจากการเป่าท่อน้ำทิ้งไม่สะอาดพอจนมีสิ่งอุดตันหลงเหลือ หรือถาดน้ำทิ้งเอียงผิดรูป ซึ่งช่างมืออาชีพจะทำการตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อป้องกันปัญหา

References